ในยุค Digital Disruption หลาย ๆ ธุรกิจต้องพยายามอย่างมากในการปรับเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอด แต่จะปรับยังไงให้ถูกวิธี  วันนี้ JIB Digital Consult (JDC) ขอนำเสนอ 5 แนวคิดปรับเปลี่ยนธุรกิจยังไงไม่ให้ถูก Disrupt 

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการปรับตัวทั้งระดับองค์กร เพราะการที่ธุรกิจจะไปรอดในยุคนี้นั้น ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในองค์กร เนื่องจากในแต่ละองค์กรต่างก็มีเทคโนโลยีรวมถึงข้อมูลมากมายที่ต้องการนำออกมาใช้งานเพื่อพัฒนาธุรกิจ ดังนั้นการทำให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล หรือ Data-driven organization จึงเป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญอย่างมากที่ทุกองค์กรพลาดไม่ได้เลยในปี 2020 นี้

 

1. มองหาจุดแข็ง เพื่อสร้างจุดขาย

จุดขายที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจที่จะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งหากคุณกำลังพัฒนาแบรนด์ธุรกิจคุณ สิ่งสำคัญที่สุดคือหาจุดแข็งของตัวเองที่แตกต่างจากคนอื่นๆ  นั่นคือการหา Value Proposition ของตัวเองให้เจอ ตัวอย่างบริษัทที่ชัดเจนในเรื่องของการสร้างจุดขายที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่ง ก็คือ Apple Inc. เพราะสามารถตั้งราคาสินค้าสูงกว่าคู่แข่งอย่างมาก แต่คนมากมายก็เต็มใจที่จะจ่าย เพราะชื่นชอบในฟังก์ชันที่ออกแบบมาให้ง่ายต่อการใช้งาน วัสดุที่คุณภาพดี รวมถึงดีไซน์ที่หรูหราสวยงามทั้งภายนอกไปจนถึงตัวหนังสือที่มีความเป็นอัตลักษณ์ของ Apple นั่นเอง เพราะการรู้คุณค่าและจุดแข็งของธุรกิจตัวเอง คือการรู้ว่าอะไรที่ทำให้ธุรกิจของคุณโดดเด่นในอุตสาหกรรมเดียวกับคุณได้ รู้ว่าสิ่งใดที่จะสามารถมอบให้ผู้บริโภคโดยที่ธุรกิจเจ้าอื่นทำไม่ได้ อีกทั้งรู้จักข้อแตกต่างระหว่างคุณและคู่แข่ง ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้อยู่รอดในยุคนี้

 

2. ต้องรู้จักลูกค้าให้มาก ถ้าอยากขายได้

เพราะความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ลูกค้าไม่เพียงแต่ต้องการสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ แต่ลูกค้าบางคนยังต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดจากผู้ให้บริการอีกด้วย  ทำให้ Customer Experience กลายเป็นหนึ่งใน Business strategy ที่สำคัญ โดยธุรกิจจำเป็นจะต้องทำความรู้จักลูกค้าเพิ่มในอีกหลายๆมิติ ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ อายุ ทัศนคติ ไลฟ์สไตล์ รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้า ว่าคนแบบไหนกันแน่ที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของเรา เพื่อค้นหาคำตอบว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง และกลยุทธ์รูปแบบใดที่ทำแล้วได้ผลดี และควรโฟกัสเรื่องอะไร หรือแก้ปัญหาในจุดไหน แล้วนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นไปสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดให้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น เช่นการใช้ Social Listening Tool เพื่อสำรวจว่าลูกค้ามีการกล่าวถึงแบรนด์ของเราอย่างไรบนโลกออนไลน์ โดยจับข้อมูลจาก keywords,hashtags และ location ที่กำหนด และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังนำไปสู่การพัฒนาสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลได้อีกด้วย

 

3. Data จะช่วยคุณได้ ถ้าใช้ให้ถูกทาง

หลายๆ ธุรกิจในทุกวันนี้ต่างขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ใครนำข้อมูลมาใช้งานและวิเคราะห์ได้ดีกว่า คนนั้นก็จะได้เปรียบทางธุรกิจมากกว่า ถึงแม้ข้อมูลเหล่านั้นจะมีประโยชน์ต่อองค์กร แต่ก็ยังมีความซับซ้อนในการนำมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด องค์กรจึงต้องมีการตกผลึกว่า ควรบริหารจัดการข้อมูลเหล่านี้อย่างไร สิ่งสำคัญคือการเลือกข้อมูลมาวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกที่ถูกทางและตอบโจทย์ธุรกิจ เช่น หากต้องการเพิ่มยอดขาย การเลือกใช้ข้อมูลจำเป็นจะต้องประกอบไปด้วยข้อมูลด้านใดบ้าง และยังขาดข้อมูลด้านใดอีกบ้าง โดยอาจเป็นจำนวนครั้งและความถี่ในการซื้อของลูกค้า หรือแม้กระทั่งข้อมูลการซื้อของภายในองค์กรเอง เช่น ข้อมูลการซื้อขายกับซัพพลายเออร์แต่ละเจ้า จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการประมวลผล แล้วนำผลของข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อสร้างกลยุทธ์  จะทำให้เราสามารถมองเห็นพฤติกรรมของลูกค้าและผู้บริโภคได้ดีมากขึ้น และสามารถนำมาสู่กลยุทธ์ใหม่ๆในการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งกลยุทธ์เหล่านั้นมาจากข้อเท็จจริงที่จับต้องได้โดยมีข้อมูลเป็นเครื่องยืนยันนั่นเอง ส่งผลให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีความแม่นยำมากขึ้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมองค์กรของคุณจึงจำเป็นต้องมี Data Analytics

4. Insight ไม่ใช่แค่ Data แต่อยู่ที่ว่าจะเอามาใช้อย่างไร?

ปรับธุรกิจแล้วจะรอดหรือร่วง ขึ้นอยู่กับว่าเรา “ปรับ” ถูกจุดแล้วหรือไม่? การหว่านแหแก้ไขทุกสิ่งอาจไม่ใช่คำตอบ หากลองมาดูผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ จะทำให้เรารู้ว่ามีจุดไหนบ้างที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด เช่น Walmart บริษัทที่มีมูลค่าการขายสูงหลายพันล้านบาท ได้มีการนำผลการวิเคราะห์ Data ด้านคำค้นหามาดู Insight และพบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่มีปัญหาในการค้นหาสินค้าไม่เจอ Walmart จึงนำข้อมูลการค้นหาของลูกค้า มาช่วย Optimize ระบบการค้นหาสินค้า โดยสร้างเป็น Machine learning มาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำให้กับการค้นหาสินค้า พบว่าสามารถเพิ่ม Conversion Rate หรือการทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ซื้อสินค้าในเว็บไซต์เพิ่มขึ้นถึง 10-15% และยังช่วยประหยัดเวลาในการแก้ไขปัญหาหรือตอบคำถามทางธุรกิจที่ซับซ้อนได้อีกด้วยจะเห็นได้ว่าเมื่อเราทราบสภาพตลาดของสินค้าและบริการของเราแล้ว เราก็จะสามารถนำมาวางแผนแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาต่อไปในอนาคตได้อย่างถูกทาง

 

5. “คน” คือทรัพยากรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ

หลายๆ องค์กรที่ต้องการปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อต่อสู้กับ Digital Disrupt แต่ส่วนใหญ่มักโฟกัสไปที่การรับเอาเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาปรับใช้กับองค์กร แต่อันที่จริงแล้วปัจจัยสำคัญที่จะทำให้องค์กรเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ก็คือ “บุคลากร” เพราะพวกเขาเหล่านี้จะเป็นคนที่อยู่กับระบบการทำงานในทุกๆวัน ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงพนักงานระดับปฏิบัติการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริหารที่ต้องทำหน้าที่นำพาทั้งองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกัน  ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยสำคัญดังนี้

–  Vision : ผู้นำองค์กรต้องมี Vision ที่ชัดเจนว่าองค์กรเราจะมุ่งหน้าไปทางไหน เพื่อให้บุคลากรทุกคนเข้าใจเป้าหมายหลักขององค์กร และเข้าใจว่าตนต้องทำหน้าที่อะไร

– Mindset : ต้องปลูกฝัง Growth Mindset ให้กับบุคลากร เพื่อให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่พร้อมจะพัฒนาและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมถึงปลูกฝังให้มี Data Culture ภายในองค์กรอีกด้วย

– Skills set : เมื่อบุคลากรเข้าใจว่าตนเองต้องทำหน้าที่อย่างไรแล้ว ก็มาสำรวจกันอีกทีว่าต้องพัฒนาความสามารถด้านใดเพิ่มเติมบ้าง และองค์กรควรมีการส่งเสริมศักยภาพให้กับพนักงานในด้านใดบ้าง

– Work Process :  ต้องมีการปรับเปลี่ยนตั้งวิธีการทำงาน และ process ทุกอย่างในการทำงาน ให้มีการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล เพื่อให้สอดคล้องกันกับโมเดลธุรกิจและกลยุทธ์ใหม่ของบริษัท

สิ่งเหล่านี้จะทำให้องค์กรของคุณเข้าสู่การเป็น Data-Driven organization ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการจะทำให้สำเร็จต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคนเป็นแรงขับเคลื่อนนั่นเอง.